นู่นก็เจลาโต้ นี่ก็เจลาโต้ ทำไมร้านไหนๆก็เรียกเจลาโต้กันหมดเลย เจลาโต้ก็คือไอศครีมดีๆนี่เองไม่ใช่เหรอไงกัน แล้วมันแตกต่างกันตรงไหนกันแน่ล่ะเนี่ย

 เจลาโต้ ไม่ใช่แค่ไอศครีมภาษาอิตาเลี่ยน  

หลายคนเข้าใจผิดคิดว่า เจลาโต้ คือไอศครีม แต่จริงๆแล้ว แต่ล่ะประเทศต่างก็มี ขนมแช่แข็ง ลักษณะคล้ายๆไอศครีมที่ต่างกันออกไปทั้งส่วนผสม และวิธีการทำ เกาหลีมีบิงซู แม็กซโกมีพาเลตาส์ (paletas) ส่วนอิตาลีก็มีเจลาโต้

ความพิเศษของเจลาโต้ นอกจากส่วนผสมและเนื้อสัมผัส ก็อยู่ที่ประวัติศาสตร์อันยาวนานของขนมชนิดนี้ โดยเจลาโต้ถือกำเนิดขึ้นที่อิตาลี ตั้งแต่ ศตวรรษที่16 และนับจากนั้นเจลาโต้ก็กลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของวัฒนธรรมอาหารอิตาเลี่ยนอันเก่าแก่ เชฟเจลาโต้แต่ล่ะคนจึงจะมีสูตรเจลาโต้ของตนเอง โดยที่การทำเจลาโต้ถูกมองเป็นเมือนการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะของเชฟแต่ล่ะคนเลยก็ว่าได้ อย่างที่อาจารย์ Palmiro Bruschi เจ้าของแบรนด์ Ghignoni ได้กล่าวไว้ว่า เจลาโต้ไม่ใช่แค่อาหาร หากแต่เป็นการรวมตัวกันของวัฒนธรรมอิตาเลี่ยน และศิลปะส่วนบุคคลของเชฟ

 

 

 

ว่ากันด้วยเรื่องของส่วนผสม

เจลาโต้มีส่วนประกอบหลักเป็น นม ในขณะที่ไอศครีมนั้นจะมีส่วนประกอบหลักเป็นครีม จึงทำให้เจลาโต้มีไขมันน้อยกว่าไอศครีมถึงกว่า 20% และส่งผลให้เกิดเนื้อสัมผัสที่ต่างกัน เจลาโต้แท้ๆเนี่ย รสชาติจะต้องเข้มข้นในขณะที่เนื้อสัมผัสไม่แข็งตัวแบบไอศครีมทั่วๆไป

วัตถุดิบหลักที่เรียบง่าย จำพวก ถั่ว ชีส และผลไม้ คือหัวใจของเจลาโต้ เพราะเป็นวัตถุดิบจากธรรมชาติที่สามารถหยิบมาใช้ได้เลยโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการปรุงแต่ง หรือ สังเคราะห์ใดๆเพื่อเปลี่ยนคุณสมบัติเดิมของตัววัตถุดิบ และด้วยความเป็นธรรมชาติ ไม่เติมสารปรุงแต่ง หรือสารกันเสียลงไปนี่เองทำให้เจลาโต้มีช่วงอายุสั้นกว่าไอศครีมอุตสาหกรรมที่วางขายเป็นถ้วย เพราะสามารถเก็บไว้ได้เพียงแค่ 2-3 อาทิตย์เท่านั้น

นอกจากส่วนผสม อีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้เนื้อสัมผัสต่างกัน นั่นก็คือขั้นตอนวิธีทำ ซึ่งในการทำเจลาโต้นั้นจะต้องอัดเอาอากาศเข้าไปในเนื้อเจลาโต้ในปริมาณที่น้อยกว่าไอศครีม ให้ได้เนื้อที่เข้มข้น มีความเหนี่ยว แต่ยังบางเบาอยู่นั่นเอง นั่นจึงเป็นเหตุหลักที่ในบางทีเราจะพบว่าเจลาโต้ละลายเร็วกว่าไอศครีมทั่วไปได้ หากซื้อทานนอกห้องแอร์ ก็อาจจะต้องรีบทานกันหน่อยนะ